ศาสตร์ แห่งความเชื่อในพลังของธรรมชาติ

ศาสตร์
ศาสตร์

ศาสตร์ แห่งความเชื่อในพลังของธรรมชาติ ความหมายของคำว่า ฮวง นั้น มีความหมายตรงตัวว่า ลม หมายถึงอากาศที่ล้อมรอบตัวเราอยู่ หรืออากาศที่เราหายใจ เป็นการเคลื่อนไหว เป็นตัวกลางของการดำรงชีวิต ส่วนคำว่า จุ้ย นั้น ในความหมายตรงตัวแปลว่า น้ำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสดชื่น มีชีวิตชีวา ความกระชุ่มกระชวย เหมือนเราเห็นหน้าใครสักคนที่ดูแจ่มใสกระปรี้กระเปร่า แล้วเราก็พลอยแจ่มใสไปด้วย น้ำ เป็นสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิตไม่ว่าในส่วนของร่างกายก็มีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ แม้ในส่วนของการบริโภคเอง น้ำก็เป็นปัจจัยอันสำคัญอันจะขาดเสียมิได้ และแน่นอน ต้องเป็นน้ำที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปนด้วย ออกแบบบ้าน

น้ำ ในอีกสัญลักษณ์หนึ่งของคนจีนก็คือ เงิน หรือการนำมาซึ่งเงิน อันเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงอยู่ เป็นสิ่งที่ทุกคนแสวงหาเพื่อการดำรงอยู่ ดังนั้น ถ้าหากน้ำในส่วนที่แวดล้อมของเราสกปรกเน่าเหม็น หรือขุ่นมัว เช่นน้ำในบ่อเลี้ยงปลา น้ำในสระหน้าบ้าน เป็นต้น นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า การเงินของเราเริ่มติดขัดแล้ว เงินที่ได้มาจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก เกิดอุปสรรคขัดขวาง และในบางครั้งยังอาจได้มาด้วยความไม่โปร่งใสนัก อันจะเป็นตัวนำให้เกิดผลร้ายติดตามมา เช่น คดีความ การถูกฟ้องร้อง เป็นต้น สิ่งหนึ่งซึ่งเราเรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็กๆก็คือ ลมและน้ำเคลื่อนไหวได้ก็เพราะแรงดึงดูดของโลก อันเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ก็ควรอยู่ในขอบเขตอันจำกัดที่พอดี อะไรที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ย่อมมีผลเสียติดตามมาอย่างแน่นอนค่ะ เพราะถ้าลมและน้ำมากเกินไปก็อาจจะนำความเสียหายมาสู่มวลมนุษย์ได้ เช่น อุทกภัย หรือวาตภัย อันเป็นภัยที่เกินความพอดีของธรรมชาติ และนอกเหนือกฏเกณฑ์ที่มนุษย์จะควบคุมได้

ในแง่ปรัชญาของศาสตร์ ฮวงจุ้ย ถือกำเนิดมาจากคัมภีร์ อี้จิง ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาสมดุลย์ของธรรมชาติเอาไว้ และถือว่าความสมดุลย์จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีของสองสิ่งมาอยู่ร่วมกัน ในลักษณะตรงกันข้าม ชีวิตหรือโลกจึงจะดำรงอยู่ได้ และเมื่อมี สองสิ่ง มาอยู่ร่วมกันแล้ว ชีวิตจึงจะก่อเกิดได้ คัมภีร์แห่งการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากคำว่า อี้จิง โดยใช้สัญลักษณ์ของความสมดุล นั่นคือ ปลาดำและปลาขาว เป็นตัวแทน เช่น มีมืดก็ต้องมีสว่าง มีดำก็ต้องมีขาว มีชายก็ต้องมีหญิง มีพระอาทิตย์ก็ต้องมีพระจันทร์ มีร้อนก็ต้องมีเย็น เป็นการอาศัยสิ่งที่ตรงกันข้ามมาร่วมอยู่ด้วยกัน เพื่อรักษาสมดุลซึ่งกันและกันเอาไว้

โดยใช้สัญลักษณ์ที่เป็นเส้นทึบ ___ แทนเพศชายหรือหยาง ส่วนเส้นประ _ _ แทนหยิน เรียกว่า เอกลักษณ์ และเมื่อนำเส้นทั้งสองมารวมกันเรียกว่า ทวิลักษณ์ เมื่อรวมเส้นทั้งสามก็จะกลายเป็น ตรีลักษณ์ ดังที่เราเห็นในภาพของ ยันต์แปดทิศ นั่นเอง เมื่อวางสลับเส้นกันไปมา จะได้ถึง 64 เส้น ทั้งสามเส้นของแต่ละชุดจะมีคำทำนายของคัมภีร์ อี้จิง นี้ไว้ด้วย คล้ายๆการเสี่ยงเซียมซีทั่วๆไปแต่จำนวนมากกว่า

การนำสัญลักษณ์ของทิศทั้งแปดมาวางบนกระจก 8 เหลี่ยม โดยมีรูปปลาขาวและปลาดำอยู่ตรงกลาง ถือเป็นยันตร์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่เมื่อนำไปติดแล้วเชื่อกันว่าจะสามารถคุ้มครองป้องกันอุบัติเหตุเภทภัยให้กับตนเองและครอบครัวได้ แต่การติดต้องทำพิธีให้ถูกต้องจึงจะศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเรามักเห็นอยู่เสมอที่หน้าบ้านคนจีน ที่อยู่หัวมุมหรือตรงกับทางสามแพร่ง นัยว่าช่วยสลายพลังร้ายที่เชื่อกันว่ามีอยู่หรือแอบแฝงอยู่ ณ บริเวณนั้นให้หมดสิ้นไปได้

เรื่องของฮวงจุ้ยที่เรานำมาใช้กันในยุคปัจจุบันก็คือ การดึงเอาพลังที่ดีของธรรมชาติมาใช้ ไม่ใช่เพียงเรื่องของลมกับน้ำที่เรากล่าวมาข้างต้นเท่านั้น เรายังนำมาใช้กับการเสาะแสวงชัยภูมิ หรือพื้นที่ที่จะเหมาะแก่การปลูกบ้านอยู่อาศัย อันเป็นปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุดของมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างครอบครัว หรือแหล่งพักพิงที่สามารถให้ความอบอุ่นและร่มเย็นเป็นสุขให้กับทุกชีวิตที่อยู่ชายคาเดียวกันด้วย

 

การจัดวางโต๊ะทำงาน หรือโต๊ะเรียนหนังสือ ควรจะจัดโต๊ะนั่งมุมไหนด ตามหลักวิชาฮวงจุ้ย ถึงข้อควรปฏิบัติใน การจัดวางโต๊ะทำงาน หรือโต๊ะเรียนหนังสือของลูกหลานให้เป็นมงคล ดังนี้

1. โต๊ะทำงานควรอยู่ในตำแหน่งที่ด้านหลังของผู้นั่งมีผนังทึบ ช่วยเสริม ซึ่งจะเป็นผนังสำนักงาน ผนังบ้าน หรือตู้ หรือฉากกั้นก็ได้
2. กรณีที่โต๊ะทำงานของท่านอยู่ใกล้หรือติดกระจก ถือว่าเป็นตำแหน่งไม่ดี อย่างน้อยควรนำ ผ้าม่าน หรือมู่ลี่มากั้นไว้
3. การจัดโต๊ะทำงานหรือโต๊ะเรียนหนังสือที่ดี เพื่อช่วยส่งเสริมสติปัญญา วิชาความรู้ มีมันสมอง ไอคิว ความคิดสร้างสรรค์ และการเลื่อนตำแหน่ง นั้น ต้องจัดวางโต๊ะทำงานได้ตรงกับ ตำแหน่ง “บุ่งเชียง” ซึ่งหมายถึงเลข 4 กับหมายเลข 1

3.1 กำหนดตำแหน่งหรือทิศทางที่แน่นอนของหมายเลขประจำทิศนั้นๆ (ในหล่อแกหรือเข็มทิศฮวงจุ้ย จะมีทิศทั้งหมดแปดทิศ และแต่ละทิศจะมีหมายเลขกำกับอยู่) โดย หมายเลข 4 หมายถึง ทิศตะวันออก เฉียงใต้ และหมายเลข 1 หมายถึงทิศเหนือ ดังนั้น ตำแหน่ง บุ่งเชียง ในที่นี้ ก็คือ ทิศทั้ง 2 ทิศที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง

3.2 กำหนดตำแหน่งหรือทิศทางที่ได้มาจากการแบ่ง “ยุค” ซึ่งในวิชา ฮวงจุ้ย มีการแบ่งระยะเวลาออกเป็น “ยุค” ต่างๆ โดยแต่ละยุคจะกินระยะเวลา 20 ปี ในปัจจุบันเราอยู่ในช่วงยุค 7 (พ.ศ. 2527-2548) และในยุค 7 นี้ หมายเลข 4 และหมายเลข 1 ได้แก่ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

3.3 มีวิธีการคำนวณหา ตำแหน่ง “บุ่งเชียง” ของแต่ละบ้านหรือแต่ละสำนักงาน ซึ่งได้คำนวณมาให้เป็นสูตรสำเร็จ สำหรับนำไปใช้ได้เลย สรุปได้ดังนี้

(1) ถ้าตำแหน่งหลังบ้านเป็นทิศเหนือ ตำแหน่ง บุ่งเชียง คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
(2) ถ้าตำแหน่งหลังบ้านเป็นทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตำแหน่ง บุ่งเชียง คือ ทิศตะวันตกและทิศตะวันออกเฉียงใต้
(3) ถ้าตำแหน่งหลังบ้านเป็นทิศตะวันออก ตำแหน่ง บุ่งเชียง คือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และทิศตะวันออก
(4) ถ้าตำแหน่งหลังบ้านเป็นทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตำแหน่ง บุ่งเชียง คือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้
(5) ถ้าตำแหน่งหลังบ้านเป็นทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตำแหน่ง บุ่งเชียง คือ ทิศใต้ กับทิศตะวันออก
(6) ถ้าตำแหน่งหลังบ้านเป็นทิศตะวันตก ตำแหน่ง บุ่งเชียง คือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กับทิศตะวันตกเฉียงใต้
(7) ถ้าตำแหน่งหลังบ้านเป็นทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ตำแหน่ง บุ่งเชียง คือ ทิศตะวันตกกับทิศเหนือ
(8) ถ้าหลังบ้านเป็นทิศใต้ ตำแหน่ง บุ่งเชียง คือ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ กับทิศใต้

3.4 การคำนวณหา ตำแหน่ง บุ่งเชียง โดยนำดวงของคนนั้นๆ ซึ่งประกอบด้วย วัน เดือน ปี และเวลา มาคำนวณ โดยเฉพาะเจาะจง ซึ่งจะละเอียดลงไปอีกชั้นหนึ่งก็คงไม่ขอกล่าวในที่นี้ เนื่องจากจะต้องมีความรู้เรื่องโป๊ยหยี่ สี่เถียว หรือดวงจีนประกอบด้วย จึงจะเข้าใจ ดังนั้น หากท่านสนใจโปรดติดต่อสอบถามกันเป็น รายบุคคลก็แล้วกัน

หลายๆท่านอาจจะสงสัยว่า จะใช้ตำแหน่ง บุ่งเชียง ตามหลักเกณฑ์ข้อไหนดี ก็ขอบอกกล่าวกันว่า สำหรับทิศทางที่กำหนดไว้ตามข้อ 3.1 และข้อ 3.2 นั้น เมื่อรวมกันแล้วจะได้ 4 ทิศทาง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดี ในการวางโต๊ะทำงาน หรือโต๊ะเรียนหนังสือสำหรับบุตรหลาน ท่านสามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 4 ทิศนี้ ตามความเหมาะสมของสถานที่ที่ทำงานหรือที่บ้านของท่านได้ตามใจชอบ หรือจะเลือกใช้ทิศทางตามข้อ 3.3 ก็ได้ ไม่ว่ากัน

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *